- แนวทางการอนุรักษ์และพัฒนาพื้นที่ป่าชายเลน
1.
เร่งรัดพัฒนา และส่งเสริมความร่วมมือของประชาชนในท้องถิ่น
ในด้านการอนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลน ด้วยวิธีการให้ความรู้ ความ เข้าใจ
ที่จะก่อให้เกิดจิตสำนึกและเห็นความจำเป็นในการอนุรักษ์
และฟื้นฟูทรัพยากรป่าชายเลน โดยรัฐควรให้สิทธิและความมั่นคงรวมทั้งสิ่งจูงใจ
ในประโยชน์ที่ประชาชนเหล่านี้
จะได้รับจากการคุ้มครองป้องกันและฟื้นฟูดูแลรักษาป่าชายเลน
รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือทางด้านวิชาการ และความช่วยเหลือทางด้านอื่น ๆ
ที่จำเป็น ซึ่งจะเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่เสริมสร้างศักยภาพของประชาชน ในการจัดการ
บริหารป่าชุมชนชายเลนต่อไป
2. ปรับปรุงกฎหมาย
และระเบียบ
ที่เกี่ยวข้องกับการใช้ประโยชน์ที่ดินป่าชายเลนให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่มีการบุกรุทำลาย
ยึดถือ ครอบครอง และจับจองเพื่อการได้มาซึ่งเอกสิทธิ์ที่ดินป่าชายเลนโดยไม่ถูกต้อง
ทั้งนี้เพื่อให้การอนุรักษ์ และการปลูกฟื้นฟูป่าชายเลน สามารถดำเนินการได้ผลอย่างแท้จริง
และเป็นการขจัดปัญหาการออกเอกสารสิทธิ์ที่ดินป่าชายเลนให้หมดไป
3. ดำเนินการสำรวจพื้นที่ป่าชายเลนอย่างละเอียดและใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดการป่าไม้ และการจัดการที่ดินป่าชายเลนให้เหมาะสมกับศักยภาพ ก่อนที่การอนุญาตทำไม้ในระบบสัมปทานระยะยาวในรอบที่ 2 จะสิ้นสุด เพื่อจะได้ดำเนินการให้พื้นที่ป่าชายเลนเป็นป่าอนุรักษ์ และป่าชุมชนตามความเหมาะสม ภายใต้แผนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
4. ส่งเสริม และสนับสนุน ให้มีการปลูกและฟื้นฟูป่าชายเลนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในที่ดินของรัฐและที่ดินเอกชน โดยให้มีการขยายพันธุ์ไม้ป่าชายเลนที่มีความหลากหลาย ทั้งชนิดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและชนิดที่หายากหรือใกล้จะสูญพันธุ์ เพื่อดำรงความอุดมสมบูรณ์ของ ป่าชายเลน และความหลากหลายทางชีวภาพไปด้วย
5. ปรับปรุงระบบการอนุรักษ์ และป้องกันรักษาป่าชายเลน ให้มีการร่วมมือและประสานงานระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบมากยิ่งขึ้น และให้มีการพัฒนาและปรับปรุงบทบาทของเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าและหน่วยจัดการป่าชายเลน จากการป้องกันปราบปราม และการควบคุมการทำไม้ มาเป็นนักส่งเสริมและพัฒนาป่าชายเลนมากขึ้น
6. พัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนของกรมป่าไม้ ให้มีโครงสร้างที่เป็นเอกภาพ โดยมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ที่ชัดเจน มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเพียงพอ มีความร่วมมือและประสานงานที่ดี
7. ส่งเสริมความร่วมมือกับนานาชาติ และองค์กรระหว่างประเทศ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพิ่มบทบาท ของประเทศไทยในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการศึกษาวิจัย การฝึกอบรม ตลอดจนการประชุมสัมมนา ที่เกี่ยวข้องกับการ อนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนแบบยั่งยืน
3. ดำเนินการสำรวจพื้นที่ป่าชายเลนอย่างละเอียดและใช้เป็นข้อมูลในการวางแผนการจัดการป่าไม้ และการจัดการที่ดินป่าชายเลนให้เหมาะสมกับศักยภาพ ก่อนที่การอนุญาตทำไม้ในระบบสัมปทานระยะยาวในรอบที่ 2 จะสิ้นสุด เพื่อจะได้ดำเนินการให้พื้นที่ป่าชายเลนเป็นป่าอนุรักษ์ และป่าชุมชนตามความเหมาะสม ภายใต้แผนการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ
4. ส่งเสริม และสนับสนุน ให้มีการปลูกและฟื้นฟูป่าชายเลนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในที่ดินของรัฐและที่ดินเอกชน โดยให้มีการขยายพันธุ์ไม้ป่าชายเลนที่มีความหลากหลาย ทั้งชนิดที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและชนิดที่หายากหรือใกล้จะสูญพันธุ์ เพื่อดำรงความอุดมสมบูรณ์ของ ป่าชายเลน และความหลากหลายทางชีวภาพไปด้วย
5. ปรับปรุงระบบการอนุรักษ์ และป้องกันรักษาป่าชายเลน ให้มีการร่วมมือและประสานงานระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบมากยิ่งขึ้น และให้มีการพัฒนาและปรับปรุงบทบาทของเจ้าหน้าที่หน่วยป้องกันรักษาป่าและหน่วยจัดการป่าชายเลน จากการป้องกันปราบปราม และการควบคุมการทำไม้ มาเป็นนักส่งเสริมและพัฒนาป่าชายเลนมากขึ้น
6. พัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรป่าชายเลนของกรมป่าไม้ ให้มีโครงสร้างที่เป็นเอกภาพ โดยมีการแบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ที่ชัดเจน มีเจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเพียงพอ มีความร่วมมือและประสานงานที่ดี
7. ส่งเสริมความร่วมมือกับนานาชาติ และองค์กรระหว่างประเทศ ในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเพิ่มบทบาท ของประเทศไทยในระดับนานาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านการศึกษาวิจัย การฝึกอบรม ตลอดจนการประชุมสัมมนา ที่เกี่ยวข้องกับการ อนุรักษ์และพัฒนาป่าชายเลนแบบยั่งยืน
การอนุรักษ์สัตว์ในพื้นที่ป่าชายเลน
สัตว์ในป่าชายเลนก็เช่นเดียวกันกับพืชในป่าชายเลน
ที่ต้องมีการปรับตัวเพื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีออกซิเจนต่ำ และมีความเค็มสูง
แต่ข้อดีของสัตว์ก็คือมันสามารถที่จะเคลื่อนที่ไปหาสถานที่ที่มีสภาพทีเหมาะสมกับการดำรงชีวิตภายในระบบนิเวศนั้นๆ
ได้ การปรับตัวของสัตว์เหล่านี้ส่วนใหญ่มักจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต
เช่น การหายใจ การกินอาหาร และการสืบพันธุ์
กรณีการศึกษาเรื่องความหลากหลายของชนิดของสัตว์ในป่าชายเลนนั้น หากจะให้ระบุให้แน่ชัดกันเลยจริงๆ ว่าสัตว์แต่ละกลุ่มมีจำนวนชนิดเท่าใดนั้น คงไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนและครบถ้วนทุกกลุ่มอย่างแน่นอน เนื่องจากยังไม่มีการสำรวจกันอย่างจริงจังและเป็นระบบ จากการสืบค้นข้อมูลที่มีเผยแพร่ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพบว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนจะมีทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ แมลง และคาดว่าจะมีความหลากหลายทางชีวภาพพอสมควร แต่ความสำคัญของป่าชายเลนที่สุดก็คือเป็นพื้นที่ที่ตัวอ่อนของสัตว์ต่างๆ เข้ามาอาศัยเพื่อหลบภัยและเพื่อการเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย และสัตว์เหล่านี้ก็มักจะเป็นอาหารของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า ป่าชายเลนเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของประชากรโลกนั่นเอง
จากข้อมูลงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชายเลน (วิจารณ์, 2554) พบว่าป่าชายเลนของไทยที่มีพื้นที่กระจายครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัด มีประมาณ 1,563,730 ไร่ จะประกอบไปด้วยพันธุ์พืช จำนวน 178 ชนิด (เป็นพันธุ์ไม้ 78 ชนิด และ พืชอิงอาศัย 100 ชนิด) สัตว์ในกลุ่ม crustacean 54 ชนิด หอย 26 ชนิด กุ้ง 15 ชนิด ปลา 72 ชนิด แมลง 357 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 25 ชนิด นกมากกว่า 100 ชนิด และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม 39 ชนิด
สำหรับอ่าวคุ้งกระเบน จากข้อมูลในการสำรวจชนิดของสัตว์ในกลุ่มต่างๆ พบว่า ปลาในป่าชายเลน ถูกสำรวจพบและแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ปลาที่อาศัยเป็นประจำ ปลาที่อาศัยอยู่ชั่วคราว ปลาที่มากับกระแสน้ำ และปลาที่พบในบางฤดูกาล ที่นักวิทยาศาสตร์แบ่งกลุ่มของปลาออกเป็น 4 กลุ่มดังกล่าว เนื่องจากป่าชายเลนการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำตลอดเวลา มีน้ำขึ้น-น้ำลง และมีปลาอพยพตามฤดูกาลด้วย แต่ไม่มีรายงานการระบุถึงจำนวนชนิดของปลาที่แน่นอนไว้ สำหรับปลาที่พบมากก็ เช่น ปลาตีน (Periophtalmus chrysosphilos) และปลากระบอก (Mugil dussumieri)
กรณีการศึกษาเรื่องความหลากหลายของชนิดของสัตว์ในป่าชายเลนนั้น หากจะให้ระบุให้แน่ชัดกันเลยจริงๆ ว่าสัตว์แต่ละกลุ่มมีจำนวนชนิดเท่าใดนั้น คงไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนและครบถ้วนทุกกลุ่มอย่างแน่นอน เนื่องจากยังไม่มีการสำรวจกันอย่างจริงจังและเป็นระบบ จากการสืบค้นข้อมูลที่มีเผยแพร่ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตพบว่า สัตว์ที่อาศัยอยู่ในป่าชายเลนจะมีทั้งสัตว์บก สัตว์น้ำ แมลง และคาดว่าจะมีความหลากหลายทางชีวภาพพอสมควร แต่ความสำคัญของป่าชายเลนที่สุดก็คือเป็นพื้นที่ที่ตัวอ่อนของสัตว์ต่างๆ เข้ามาอาศัยเพื่อหลบภัยและเพื่อการเจริญเติบโตเป็นตัวเต็มวัย และสัตว์เหล่านี้ก็มักจะเป็นอาหารของมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นจึงสามารถกล่าวได้ว่า ป่าชายเลนเปรียบเสมือนอู่ข้าวอู่น้ำของประชากรโลกนั่นเอง
จากข้อมูลงานวิจัยความหลากหลายทางชีวภาพในป่าชายเลน (วิจารณ์, 2554) พบว่าป่าชายเลนของไทยที่มีพื้นที่กระจายครอบคลุมพื้นที่ 24 จังหวัด มีประมาณ 1,563,730 ไร่ จะประกอบไปด้วยพันธุ์พืช จำนวน 178 ชนิด (เป็นพันธุ์ไม้ 78 ชนิด และ พืชอิงอาศัย 100 ชนิด) สัตว์ในกลุ่ม crustacean 54 ชนิด หอย 26 ชนิด กุ้ง 15 ชนิด ปลา 72 ชนิด แมลง 357 ชนิด สัตว์เลื้อยคลาน 25 ชนิด นกมากกว่า 100 ชนิด และสัตว์เลี้ยงลูกด้วยน้ำนม 39 ชนิด
สำหรับอ่าวคุ้งกระเบน จากข้อมูลในการสำรวจชนิดของสัตว์ในกลุ่มต่างๆ พบว่า ปลาในป่าชายเลน ถูกสำรวจพบและแบ่งออกเป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ ปลาที่อาศัยเป็นประจำ ปลาที่อาศัยอยู่ชั่วคราว ปลาที่มากับกระแสน้ำ และปลาที่พบในบางฤดูกาล ที่นักวิทยาศาสตร์แบ่งกลุ่มของปลาออกเป็น 4 กลุ่มดังกล่าว เนื่องจากป่าชายเลนการเปลี่ยนแปลงของกระแสน้ำตลอดเวลา มีน้ำขึ้น-น้ำลง และมีปลาอพยพตามฤดูกาลด้วย แต่ไม่มีรายงานการระบุถึงจำนวนชนิดของปลาที่แน่นอนไว้ สำหรับปลาที่พบมากก็ เช่น ปลาตีน (Periophtalmus chrysosphilos) และปลากระบอก (Mugil dussumieri)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น